สบส.เตือนวัยรุ่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโควิด 19
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เร่งเตือนวัยรุ่นและเยาวชนไทย ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การปฏิบัติตัวตามวิถีใหม่ หลังการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าเด็กและเยาวชน มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด 19 เพราะมีการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคและพฤติกรรมการเสริมสร้างสุขภาพลดลง

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 มีผลกระทบกับวัยรุ่น และอาจทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด 19 รวมถึงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่ายเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเดินทางไปในที่ต่างๆ รวมถึงไม่สามารถไปรวมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อนได้ เพราะโดยธรรมชาติพฤติกรรมของวัยรุ่นมักจะชอบอยู่รวมกันกับเพื่อน มีสังคมและชอบเรียนรู้ หรือบางคนอาจจะมีความกังวลด้านการเรียน การสอบ และโอกาสในการศึกษาต่อ เนื่องจากการปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลานาน

นพ.ธเรศ กล่าวว่า กรมสบส. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นในเรื่องปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานตามสุขบัญญัติแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ทราบว่าความเจ็บป่วยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เข้มแข็งอยู่เดิม และยุวอาสาสมัครสาธารณสุข (ยุว อสม.) ซึ่งเป็นกลุ่มน้องๆ เด็กและเยาวชนที่มีอายุ 11 ปี ขึ้นไป ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา ที่สมัครใจเป็นจิตอาสาด้านสุขภาพ มีความมุ่งมั่นเสียสละ โดยบทบาทของ ยุว อสม. ก็จะทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารสุขภาพ ถ่ายทอดความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวตามสุขบัญญัติ รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องอื่นๆ ให้กับเพื่อนๆ คนในครอบครัว คนใกล้ชิด และคนในชุมชน ถือได้ว่า ยุว อสม.จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ระบบสุขภาพภาคประชาชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ต่อไป

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ของเด็กและเยาวชน อายุ 15 - 25 ปี ในการป้องกันตัวในช่วงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ 13 เขตสุขภาพ มีการสำรวจความคิดเห็น 5 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 ผลการสำรวจพบว่า พฤติกรรมที่เด็กและเยาวชนมีการปฏิบัติกันน้อย คือ พฤติกรรมการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 37% เมื่อเปรียบเทียบผลการสำรวจทั้ง 5 ครั้ง พบมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ จากการสำรวจครั้งที่ 1 มีการปฏิบัติทุกครั้ง 51.9 % ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 35% พฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า มีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 72.2% โดยผลการสำรวจครั้งที่ 1 มีการปฏิบัติทุกครั้ง 83.1 % ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 71.8% และพฤติกรรมการล้างมือ มีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 55.64% ผลการสำรวจครั้งที่ 1 มีการปฏิบัติทุกครั้ง 71% แต่ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 53.4%

นอกจากนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพยังได้ทำการสำรวจพฤติกรรม New Normal ของเด็กและเยาวชน อาทิ ล้างมือ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อกลับถึงบ้าน พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 45.16% การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 49.5% การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 49.5% และการจัดการสิ่งแวดล้อมในครัวเรือน พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 53.78% ซึ่งถือว่ามีการปฏิบัติกันน้อยมาก

จากผลการสำรวจ เราจะเห็นได้ว่า เด็กและเยาวชน มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด 19 เพราะมีการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 และพฤติกรรมในการเสริมสร้างสุขภาพลดลง

ด้านนางสาวมะลิ ไพฑูรย์เนรมิต ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่รักอิสระและชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อน จึงเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้แก่กลุ่มวัยนี้ เพราะการพัฒนาเยาวชนเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศที่คุ้มค่า

ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กล่าวอีกว่า ในอนาคตอันใกล้ สถานศึกษาจะเริ่มเปิดเรียน หรืออาจสลับกับการเรียนออนไลน์ เราทราบกันดีว่าวัยรุ่นมีพฤติกรรมชอบการรวมกลุ่ม สอดคล้องกับผลการสำรวจที่มีการรักษาระยะห่างน้อยลงเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่ได้รับวัคซีน กองสุขศึกษาจึงขอฝากคำแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับวัยรุ่นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดเรียนอย่างปลอดโรค ดังนี้
1. นอนหลับให้เพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมง ควรตื่นนอนตามเวลา
2. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และของใช้ส่วนตัว (โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา เป็นต้น) และพื้นที่ส่วนตัวด้วยน้ำยาทำความสะอาด หมั่นเปิดหน้าต่างระบายอากาศ อย่างสม่ำเสมอ
3. เลือกกิน/ซื้ออาหารปรุงสุกใหม่และกินให้ครบ 5 หมู่ ผักผลไม้ 5 สี (ลดหวาน มัน เค็ม) แยกกินอาหารชุดของตัวเอง ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน
4. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อยก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่าย และสัมผัสสิ่งของสาธารณะเมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างมือ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย
5. ควรวางแผนทำกิจกรรมในช่วงที่ต้องหยุดเรียน เพื่อให้มีความสมดุล ทั้งกิจกรรมที่ตนเองถนัด และเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น พัฒนาตนเองโดยการหาความรู้เพิ่มเติมผ่านระบบการเรียนออนไลน์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เป็นต้น
6. ออกกำลังกาย/เล่นกีฬาที่ถนัดอยู่ที่บ้าน อย่างน้อยวันละ 20-60 นาที เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี ทั้งนี้ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง
7. กรณีต้องออกนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส ใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น
8. หยุดกิจกรรมทางสังคม (วันเกิด ปาร์ตี้ สังสรรค์) เปลี่ยนการนัดพบเพื่อนนอกบ้านมาคุยผ่าน วิดีโอคอล เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ เป็นต้น
9. มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อออกจากบ้าน รักษาระยะห่าง หมั่นล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งวิธีการป้องกันต่างๆ ที่ทำให้ตนเอง จะได้ไม่เป็นทั้ง “ผู้รับและผู้ให้” โรคที่สามารถแพร่ระบาดให้แก่คนในสังคม
10. กรณีที่เดินทางจากพื้นที่ที่มีการระบาดหรือต่างประเทศ ควรมีการแยกตนเองเพื่อสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย โรคเรื้อรัง เป็นต้น
การมีสุขภาพดีเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในช่วงเวลานี้เชื่อว่าหลายคนคงหันมาใส่ใจสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดต่อผ่านช่องทางการติดต่อกองสุขศึกษา ผ่านช่องทาง Facebook และเว็บไซต์กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ http://www.hed.go.th